R.'s profileYokurt!!PhotosBlogListsMore Tools Help

Custom HTML

Web Site Visitor Counter
*
 

R. V.

Occupation
Location
Interests
addicted to good food -_-!!

Weather

Loading...
Transformers Revenge of the Fallen: The IMAX Experience
Up
Terminator Salvation
Fast & Furious
Blindness

Horoscopes

Loading...

Windows Media Player

Yokurt!!

คิดถึง.. ไม่บอก.. ก็ไม่ถึง
Any comments?
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Y. N.wrote:
"If you love someone, set them free. If they come back they're yours; if they don't they never were."
 -
Richard Bach
 
tsk.. tsk.. tsk.. you copied a quote without giving credit to the person who said it first?  LoL.  Plagiarism!  just kidding na ka.  i just happened to find this on my quote of the day and thought to myself, now, why does this sound fimiliar.  :)
Aug. 27
R. V.wrote:
ไปเยี่ยมกันหน่อยจ้า
Jan. 13
Y. N.wrote:
นี่ๆ ทำนองเพลงมันโบๆยังไงอยู่นา
Oct. 3
Photo 1 of 40
July 09

"Good afternoon, my name is Russell"

 
 
เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่จะเขียนเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ที่มีโอกาสได้ไปดู แต่ก์มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ได้ลงบันทึกไว้ซักที ทั้งๆที่ส่วนตัวแล้วประทับใจมาก
 
 

2009upwallpaper001.jpg

 

UP เป็นหนังการ์ตูนเรื่องนึงของค่ายที่เราชื่นชอบมาตั้งแต่ finding NEMO ซึ่งจริงๆแล้วแต่ก่อนเป็นคนไม่ได้ชอบดูการ์ตูน แต่มีคำพูดคำนึงของคนสำคัญคนนึงซึ่งชื่นชอบการ์ตูนมากๆ ได้บอกเอาไว้ว่า
 
 
 
"การ์ตูนเนี่ย ทำยากนะ เพราะแค่หนึ่งฉากสั้นๆ ก็เป็นศูนย์รวมภาพนิ่งเป็นร้อยๆรูปแล้ว เพราะฉะนั้นกว่าจะออกมาหนึ่งเรื่องได้เนี่ย ต้องอาศัยความพยายามสูงมาก เราจึงควรสนับสนุนเค้านะ"
ขอบคุณนกกบ ผู้ซึ่งทำให้เราเห็นคุณค่าของการ์ตูนนอกเหนือจากที่มันอยู่เป็นรูปเล่ม
 
 
 
 
จะบอกว่าความคิดทั้งหมดเกี่ยวกับการ์ตูนอนิเมชั่นเปลี่ยนไปเพราะคนๆนี้ก็คงไม่ผิดนัก
 
 
 
 
 
พอได้ดูเรื่อง NEMO แล้วก็คิดได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่เหมือนการ์ตูนในแบบฉบับเก่าๆ แต่มันเหมือนภาพของจริงที่เคลื่อนไหวได้ เป็นเรื่องแรกที่เราหลงรักปลา Blue Tank ที่ชื่อ Dory ทั้งๆที่มันก็เป็นแค่การ์ตูน และวลีที่บอกว่า Just keep swimming ซึ่งมีความหมายว่า ก็แค่ว่ายต่อไปแม้จะเกิดปัญหา เพราะในเรื่อง Dory เป็นปลาที่ไม่คิดมาก แม้จะเกิดปัญหาก็ยังยิ้มได้ เพราะมันเป็นปลาขี้ลืม เกิดอะไรขึ้นก็ว่ายๆต่อไปเถอะ ก็ติดอยู่ในหัวเรานับแต่บัดนั้น
 
 
 
 
 
ตั้งแต่นั้นชื่อ Pixar ก็กลายมาเป็นค่ายที่เราชอบมากที่สุด เวลาค่ายนี้ทำการ์ตูนออกมาก็จะไม่พลาดที่จะไปดู และในขณะเดียวกันก็เริ่มเก็บตกการ์ตูนเรื่องก่อนหน้านี้ไปด้วยแหละ แต่จะว่าไป จุดเริ่มมันก็มาจากเรื่องนี้ล่ะนะ
 
 
 
 
 
 
 
 
อีกอย่างนึงของ Pixar ที่ดีกว่าค่ายอื่นๆก็คือ... หนังสั้นก่อนเริ่มเรื่อง
 
 
 
หนังสั้นนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเนื้อหนังจริงๆหรอก เพียงแต่ทาง Pixar จะโชว์ อนิเมชั่น ให้ดูกัน ซึ่งทุกรอบก็จะทำออกมาได้ดีมากๆ
 
 
 
รอบที่แล้ว (Wall E) เป็นกระต่ายมายากล รอบนี้เป็นน้องเมฆ ทำออกมาได้ดีมาก หนังสั้นอะไรไม่รู้ แถมไม่มีคำพูดด้วยซ้ำ แต่ทำออกมาซึ้งดีเป็นบ้า
 
 
 
น้ำตาแอบซึม.....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ย้อนกลับมาที่ UP ส่วนตัวแล้ว UP เลือกเวลาที่จะฉายใกล้เคียงกับ Transformers คลาดกันประมาณหนึ่งเดือน และด้วยความที่ตั้งใจจะดู Transformers มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว เลยโฟกัสไปที่เรื่องนั้นมากกว่า
 
 
 
2009up023.jpg
 
 
 
 
จะว่าไป UP เข้าไปอาทิตย์แรกแล้วก็ยังไม่ได้ไปดู ทั้งๆที่ช่วงนั้นก็ว่างแล้ว ถามว่าอยากดูมั้ย ก็อยากดูนะ เพราะไอ้ตัว trailer เราก็ดูนะ น่ารักดี ตามแบบฉบับของ Pixar แต่ส่วนตัวแล้ว ตัวหนังดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้ติดตามเท่าไร เพราะแว่บแรกที่เห็นก็คือบ้านลอยได้เพราะลูกโป่ง เหมือนกับท่องเที่ยวไปเรื่องๆ ประมาณว่า อีตาลุงแว่นไม่อยากย้ายบ้านเพราะโดนไล่ที่ เลยทำให้บ้านลอยได้ เลยหนีซะเลย แต่แล้วจุดมุ่งหมายของมันอยู่ที่ไหน? แล้วทำไมต้องไม่อยากย้าย? ทำไมต้องมีอีเด็กอ้วนมาอยู่ในเรื่อง? ทำไมๆๆ? อะไรอีกหลายอย่าง คืออารมณ์ประมาณว่า หา main idea ของเรื่องไม่เจอ เลยคิดว่าน่าจะเป็นการ์ตูนน่ารักๆตามประสาของเด็กเท่านั้น
 
 
 
 
 
 
ทว่า... เพื่อนๆที่ไปดูมาบอกว่าหนังเรื่องนี้น่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คือสิบคนแมร่งบอกว่าน่ารักทั้งสิบคนเลย....
 
 
 
 
 
เอ.... เหมือนจะไม่ธรรมดาแฮะ ก็เลยตัดสินใจไปดูซักวันนึง (คือตอนนั้นมันเริ่มอาทิตย์ที่สอง-สามแล้ว ประมาณว่าถ้าไม่ได้ดูเพราะมันออกจากโรงไปแล้ว ก็คงไม่เสียดายนักหรอก)
 
 
 
 
 
ตอนที่เข้าไปดู คนดูค่อนข้างบางตา เพราะว่าเลือกวันธรรมดารอบบ่าย แต่ก็ยังถือว่ายังมีคนอยู่ เรานั่งแถวบนๆ คนเดียวทั้งแถว
 
 
 
 
 
 
 
พอหนังเริ่ม.... ก็อืมๆๆๆ.... ดูไปเรื่อยๆ
 
 
 
 
สักพัก..... เท่านั้นแหละ.......
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
น้ำตาไหลไม่หยุดเลย
 
 
 
 
..........................
 
 
 
 
 
ร้องไห้.... แบบ น้ำตาไหลเองเลยนะ แบบ เป็นทางเลย.......
 
 
 
-*-
 
 
 
ร้องตั้งแต่ฉากที่ยังเป็นอดีตอยู่เลย ยิ่งตอนเป็นภาพขาวดำที่ป่วยด้วยนะ ทั้งๆหนังยังไม่เริ่มเนื้อเรื่องตอนปัจจุบันด้วยซ้ำ สิ่งต่างๆที่เคยสงสัยว่า ทำไมตาลุงนั่นถึงได้ไม่อยากย้ายบ้าน ทำไมบ้านถึงได้มีความสำคัญขนาดนั้น ทำไมถึงได้ใช้ลูกโป่ง ทำไมถึงได้ขี้โมโห และอื่นๆ....
 
 
 
 
 
 
.............................
 
 
 
 
ทุกอย่างในหนังมีคำตอบหมดสิ้น หนังทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ เนื้อหา ภาพ เสียง สีหน้า อารมณ์
 
 
 
 
 
ทุกอย่างดียิ่งกว่าคนแสดงจริงซะอีก
 
 
 
 
 
 
 
ร้องไห้ไปกับเรื่องนี้สามรอบ ที่หนักๆเลยนะ ยังจำได้ รอบแรกเรื่องอดีตสมัยแต่งงานใหม่ๆ ที่ก่อร่างสร้างตัวมาด้วยกัน สร้างบ้าน แต่งบ้าน อยู่กินกันมา เช็ดกระจก ผูกไทค์ให้ จนกระทั่งป่วย ทำให้คิดว่า จะมีคนๆนึงที่เค้ารักเรา และเรารักเค้าได้หมดใจขนาดนี้อยู่มั้ย รอบที่สองคำพูดที่ว่า Cross my heart หลังจากที่บ้านโดนไฟไหม้ และ Fredricksen เข้าบ้านไปแล้วเจอกับความว่างเปล่า สุดท้ายก็นึกถึงเรื่องอดีตเพราะไปเปิดบันทึกดูนั่นแหละ Thanks for the advanture. Now go have one of your own. รอบที่สามตอนที่ติดเข็มกลัดให้ Russell แล้วกอดกัน ประมาณว่า เป็นรางวัลที่สูงที่สุดของทั้งชีวิตที่ Fredricksen จะสามารถให้ได้แล้ว
 
 
 
2009up013.jpg
 
 
 a796574717.jpg
 
 
 
 
แค่สามอันนี้ก็ทำให้เขื่อนน้ำตาแตกแล้ว
 
 
 
 
 
 
นานแล้วนะ ที่ไม่ได้ร้องไห้เพราะดูหนัง ร้องในที่นี้คือแบบ.... ร้องจริงๆ มันทะลักออกมาเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่หนังเรื่องนี้ทำมา มันดรามามากๆ มากซะจนไม่คิดว่า นี่เป็นหนังเด็ก เพราะทุกอารมณ์ ความรู้สึก คิดว่าเด็กคงยังไม่เข้าใจ ยังไม่ซึ้งเท่ากับผู้ใหญ่ มุขตลกทำออกมาได้ดี ความโหดร้ายของหนังก็พอมีอยู่บ้าง ตอนที่เจอกับตัวร้าย แต่อันนี้ทำออกมาได้ร้ายแบบ เด็กๆอ่ะนะ อันนี้สมวัยๆ
 
 
 
 2009up018.jpg
 
 
 
 
 
นั่ง.... อยู่ดูจนเครดิตขึ้นมาจนจบ จนคนลุกไปหมดแล้ว จนพนักงานทำความสะอาดเข้ามากวาดแล้ว เราก็ยังนั่งอยู่ ยังคงซึ้ง ตรึงใจ อยู่ที่นั่งที่เดิม
 
 
 
ดีนะ ที่ข้างๆไม่มีคนนั่งอยู่ด้วย ไม่งั้นอายเค้าตายเลย -*- ร้องไห้เยอะขนาดนั้น กางเกงเปียกหมด ปาดแล้ว เช็ดแล้ว จนไม่รู้จะไปเช็ดตรงไหนแล้วเนี่ย
 
 
 
 
 
 
9.5/10 ครับ สำหรับหนังเรื่องนี้ ไม่ต้องมีคำบรรยาย ยังไงก็จะซื้อหนังเรื่องนี้เก็บไว้อยู่ดี
 
 
 
ปล. วันนั้นดูเรื่อง UP เรื่องแรก และอยากดู Terminator: Salvation แต่เวลามันเหลื่อมกันประมาณชม ครึ่ง เลยเข้าไปดู The Night of Museum 2 ก่อน ปรากฏว่า ห่วยแตกสุดๆ ขนาดดูฟรีนะ ยังเสียดายเวลาที่ไปดูเลย ดูจนหนังเกือบจบยังทนไม่ได้ ต้องออกมาก่อน ประมาณว่าพอโรงหนัง Terminator เปิด กุเข้าไปนั่งเฉยๆรอดูโฆษณายังดีกว่า -*- สำหรับ Terminator นั้นก็ไม่เท่าไร เฉยๆ แบบ.... เฉยมากๆ.... สรุปได้ว่าไม่มีภาคไหนทำได้สนุกเท่าภาคสองอีกแล้วล่ะสำหรับเรื่องนี้
 
 
สรุป... หนังสองเรื่องสองแนว แต่แพ้การ์ตูนทั้งสองเรื่อง -*- ทำไปได้.....
 
 
July 07

my accent

 
 
ล่าสุดเมื่อสองวันที่แล้ว มีลูกค้าของโต๊ะเราคู่นึง เป็นเอเซียคน(ญ) ฝรั่งคน(ช) เข้ามาทานข้าว
 
 
ไอ้เราก็เข้าไปทักทายตามปกติ เป็นภาษาอังกฤษ (แหงล่ะ)
 
 
แต่ก็แอบสังเกตนะว่า เอเซียคนนี้หน้าตาคล้ายๆคนไทย คือมันพอจะดูออกนะว่าคนไทยจะเป็นยังไงอ่ะ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร แถมเหมือนเวลาเค้าพูด เหมือนกะว่าเค้าทักทายกลับมาเป็นภาษาไทย แต่เราก็ฟังไม่ชัดเพราะเค้าพูดเบา เราก็ทักทายเป็นภาษาอังกฤษอีกที คราวนี้เค้าเลยตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ
 
 
 
หลังจากไปยกน้ำมาเสริฟ คงได้ยินว่าเราพูดไทย ฝรั่งเลยถามว่า ยูพูดไทยได้มั้ย เอเซียเลยบอกว่า เค้าพูดภาษาไทย ไอ้เราก็พยักหน้า ประมาณว่า เออ สรุปลูกค้าคนนี้เป็นคนไทยจริงๆแหละ สงสัยตั้งนาน หลังจากคุยกะฝรั่งสักพัก คนไทยก็ถามมาว่า พูดไทย แต่ไม่ได้เป็นคนที่นี่(คนไทย)ใช่ป่าวคะ
 
 
ไอ้เราก็ งงๆ นะ ก็บอกไปว่า คนไทยแหละครับ ทำไมถึงได้ถามอย่างนั้นล่ะ
 
 
เค้าดูเหมือนจะแปลกใจพอสมควร เพราะเค้าบอกว่า พูดสำเนียงไม่เหมือนคนไทยเลย ก็เลยถามกลับไปว่า แล้วเหมือนคนที่ไหนครับ
 
 
 
เค้าบอกว่าพูดภาษาอังกฤษเหมือนคนจีน
 
 
 
-_-!!
 
 
 
ฮ่วย
 
 
 
นึกว่าจะชม กลายเป็นพูดภาษาสำเนียงเหมือนคนจีน แต่ฝรั่งเค้าก็บอกนะว่า ยูก็พูดไม่เหมือนคนไทยจริงๆอ่ะแหละ แต่เค้าก็ไม่ได้เห็นด้วยว่าเหมือนจีนหรืออะไรนะ
 
 
ด้วยความที่ข้องใจสุดๆ ก็เลยไปถามคนชาติอื่นๆมั่งว่า ไอพูดสำเนียงเป็นยังไงมั่ง เพื่อนๆก็บอกนะว่า ไม่รู้ว่าเหมือนชาติไหนนะ แต่ยูพูดชัดมาก ฟังง่าย และค่อนข้างดี
 
 
 
เอ้อ..... ค่อยดีขึ้นมาหน่อย
 
 
 
ก็คิดเข้าข้างตัวเองหน่อยละกัน ว่าอย่างน้อย เราก็พูดแล้วทำให้คนเค้าเดาไม่ออกว่าเป็นคนไทย แสดงว่าสำเนียงแอบดีพอใช้ได้ แม้จะไม่เหมือนอเมริกัน แต่อย่างน้อย accent ก็ดีพอสมควร เพราะถ้าฟังดูจริงๆ คนไทยจะพูดเหมือนกันเกือบทั้งหมด คือไม่มี accent ถ้าฟังเปรียบเทียบกัน มันจะดูเรียบๆ ไม่มีสูงต่ำ แต่เราพอไหวๆ
 
 
คิดได้อย่างนี้ก็ค่อยยังชั่ว เฮ้อ...
 
 
 
 
ให้ตายเหอะ พูดมาได้ว่าสำเนียงกุเหมือนคนจีน -*-
July 02

Transformers: Revenge of the Fallen

 

transformersrevengeofthm.jpg

 
 
ตั้งใจไปดูตั้งแต่เมื่อปี 08 แล้ว ตั้งแต่แว่บแรกที่รู้ข่าวว่ามันกำลังจะมีภาคสองออกมา
 
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความชื่นชอบเป็นส่วนตัว ก็ตั้งใจไว้อีกอย่างว่า จะต้องไปดูรอบแรกให้ได้ด้วย
 
 
เค้าตั้งวันที่ฉายวันแรกไว้ที่ June 24, 2009 (แอบเป็นวันสำคัญวันนึง) ตอนเที่ยงคืนของคืนวันที่ 23 หรือเช้ามืดของวันที่ 24 น่ะแหละ
 
 
วันนั้นเป็นวันพุธ ทำงานแค่ครึ่งวันเช้า ตอนเย็นเลยตัดสินใจไปซื้อตั๋วเลย โดยที่ไปจองที่โรงแถวบ้านนี่แหละ ถึงโรงหนังตอนห้าโมงเย็นได้มั้ง เค้าเปิดแค่สองโรงตอนรอบเที่ยงคืนหนึ่งนาที ก็จองตั๋วเสร็จสรรพ กลับบ้านไปอาบน้ำ ทานข้าว นอนตุนก่อนรอบนึง
 
 
ด้วยความที่โรงหนังมันใกล้บ้าน ประมาณว่าขับรถสิบกว่านาทีก็ถึงแล้ว เลยออกจากบ้านห้าทุ่ม ถึงโรงหนังตอนห้าทุ่มยี่สิบได้
 
 
 
แว่บแรกที่ไปถึงนะ
 
 
แม่เจ้า.... ทำไมคนมันเยอะยังงี้วะเนี่ย ที่จอดหาแทบไม่มี คนแมร่งยังกะหนอน แถมยืนออกันอยู่หน้าโรงหนังเนี่ยแหละ เลยมั่นใจว่าคนพวกนี้มาดู Transformers แน่นอน
 
 
พอเช็คดูที่บอร์ดที่แสดงรอบหนัง
 
 
นับได้แปดโรง
 
 
 
 
...........................
 
 
 
 
 
แปดโรง!!!! จะบ้าเรอะ!! เมื่อตอนเย็นแมร่งยังแค่สองโรงอยู่เลย แถมโรงที่นี่ก็ไม่ใช่เล็กๆนะ ประมาณเมเจอร์โรงใหญ่สุดนั่นแหละ มันใหญ่นะเว้ยยย!!
 
 
 
ยืนตะลึงอยู่หน้าโรงซักสองสามนาที ถึงได้ฉุกคิดว่า เราต้องเข้าไปจองที่นั่งก่อน เลยรีบเข้าไปในโรง กะว่า เอาวะ เข้าไปก่อนครึ่ง ชม คงพอหาที่นั่งดีๆได้มั่งแหละ
 
 
ด้วยความที่ว่าโรงหนังที่นี่มันไม่ต้องจองที่นั่งแบบที่เมืองไทย ประมาณว่าซื้อตั๋วแล้วก็เข้าไปนั่งกันเอง ใครถึงก่อนมีสิทธิ์เลือกที่นั่งก่อน ซึ่งตามปกติ เข้าไปก่อนหนังฉายซักสิบนาทีก็เหลือเฟือแล้ว
 
 
 
นี่หนังฉายเที่ยงคืน เราเข้าไปห้าทุ่มครึ่ง แถมไปคนเดียว โอ้ย เหลือแหล่ๆ สบายมาก
 
 
 
แต่...............
 
 
 
 
ปรากฏว่าเต็มครับ..........
 
 
 
 
เต็มในที่นี้คือ.... เต็มจริงๆนะ แมร่ง เรียกว่าเต็มเอี๊ยดยังน้อยไปด้วยซ้ำ ตอนแรกเข้าไปก็เห็นคนเยอะอยู่ แต่ก็ยังมีที่นั่งแบบ โหว่ๆนิดๆหน่อยๆ แต่พอเดินไปถามว่ามีคนนั่งตรงนี้มั้ย ทุกคนแมร่งตอบว่ามี
 
คือเราไล่ถามมาตั้งแต่ชั้นบนสุด ไล่มาทีละชั้นๆๆๆๆ
 
 
 
ลงมาเป็นสิบชั้นแล้วยังหาที่นั่งว่างๆแค่ที่เดียวยังไม่ได้เลย บ้าแล้ว!!
 
 
แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่กุจะมาซื้อตั๋วตั้งแต่ห้าโมงเย็นวะเนี่ย ถ้ากุต้องไปนั่งแถวหน้าสุดเนี่ย!! ห่า!! ตอนซื้อก็ไม่ได้คิดว่ามันจะแน่นขนาดนี้
 
 
 
สุดท้ายแล้วพอลงมาได้ซักสิบกว่าแถว ที่นั่งเกือบริมขวาสุดมันฟันหลออยู่ที่ ก็เลยแย๊บเข้าไปถามด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยมว่า มีคนนั่งไหม
 
 
 
คู่ที่นั่งอยู่ด้วยกันตอบว่าไม่มี  เท่านั้นแหละ ตูดถึงเบาะเลย กุไม่ลุกล่ะนะ ใครก็มาไล่กุไม่ได้แล้ว
 
 
 
ไม่น่าเชื่อว่าหาที่นั่งแค่ที่เดียวมันจะลำบากยากเย็นขนาดนี้ -_-!!
 
 
 
นี่ขนาดมาแค่คนเดียว แถมเข้าก่อนหนังฉายตั้งครึ่ง ชม นะ ไอ้พวกที่มาหลังๆแล้วซื้อตั๋วแบบเป้นคู่ สามคนสี่คนนี่เลิกพูดเลย
 
 
 
โน่นครับ.... ที่นั่งคุณ หน้าสุดเลย ยังพอหาได้ ไม่งั้นก็ต้องนั่งแยกๆกันล่ะ
 
 
 
เหนื่อยจริงๆ..... ตั้งแต่หนังยังไม่เริ่ม
 
 
 
 
 
 
 
ข้าม....... ไปหลังดูหนังจบเลย... ส่วนตัวแล้วชอบภาคแรกมากกว่านะ เอาแค่ความประทับใจล่ะ เพราะภาคแรกมันเหมือนกับเก็บรายละเอียดได้เยอะกว่า แม้บางที หุ่นมันเหมือนจะหายๆไปมั่งก็เหอะ แต่ภาคสองนี้รายละเอียดเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หุ่นแมร่ง มีเป็นห้าสิบตัวเลยมั้ง ความเก่งทุกตัวก็เหมือนกับลดๆลงตามระยะเวลาของหนังที่ต้องทำให้มันสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้อ่ะ โผล่มาแป๊บๆก็ตายแล้ว เหมือนภาคนี้จะเน้นไปที่ Optimus กับ BumbleBee ซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ Optimus ฉากในป่า มันส์มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เก่งแบบ.... โคตรรรรรรรรรรรร เก่งเลย เก่งชิบหายยยยยย นั่งคนเดียวยังลุ้นตัวโก่ง.... สงสัยจะอินจัด
 
 
 
 
ส่วนที่ชอบของหนังเรื่องนี้ก็คงจะเป็นเรื่องการแปลงร่างแหละ มันเหมือนกับสมประกอบมากขึ้นกว่าภาคแรก และฉากต่อสู้ที่มันส์ลืมโลก ใช้อาวุธทุกส่วนทีคิดว่าภาคแรกยังใช้ได้ไม่สะใจพอ ฉากสโลว์โมชั่นที่เน้นเวลาต่อสู้ เสียงตอนโลหะกระทบกัน ทุกอย่างในด้านนี้ทำออกมาได้เนียน ไร้ที่ติ
 
 
 
 
ส่วนที่คิดว่าไม่ชอบก็คือ ดรามา เนี่ยแหละ รู้สึกมันเยอะเกินไป เช่นฉากปั๊มหัวใจพระเอก ฉากรักๆระหว่างพระเอกกะนางเอก ฉากทะเลาะกัน มันดูเยอะไปในความคิดนะ นางเอกภาคนี้ก็เหมือนกับไม่มีบทบาท ออกมาโชว์เซ็กซี่อย่างเดียว อีกอย่างก็คือด้วยความที่หุ่นมันเยอะมากๆๆๆๆๆๆ และหนังก็ทำออกมาได้ยาวนานพอแล้ว (151 นาที) แต่เพราะมัวแต่ไปเน้นเรื่องดรามามากไป รายละเอียดของหุ่นก็เลยไม่ได้รู้กันพอดี ไม่ต้องไปนับ Decepticons หรอก เพราะมันมีเป็นยี่สิบสามสิบตัว เอาแค่ Autobots ที่เพิ่มขึ้นมาก็พอ มอไซด์สามคัน ออดี้สีบรอนซ์เทา เชฟสีฟ้า (ถ้าจำไม่ผิดนะ) พวกนี้ยังไม่มีรายละเอียดเลยว่าทำอะไรได้มั่ง โผล่ในฉากต่อสู้ก็แค่แว้บๆ เห็นอาวุธก็ไม่กี่เฟรม ที่พอจะเด่นหน่อยก็คือ Ironhide กับ แฝด Twin แค่นั้น
 
 
ไม่รู้เหมือนกันนะ คนอื่นอาจจะเห็นว่าทำออกมาได้ดีแล้ว แต่เหมือนกันเราหวังไว้ว่าจะได้รู้รายละเอียดของพวกนี้ด้วยแหละ ก็เลยผิดหวังนิดหน่อยในจุดนี้
 
 
 
 
 
 
แต่..... โดยรวมก็ยังเป็นหนังที่มันส์สุดๆ ติดอยู่ในใจอีกเรื่องนึงอยู่ดี แม้ว่าจะดูไม่ค่อยเข้าใจ (สาเหตุหนึ่งเพราะที่นั่งด้วยแหละ ใกล้จอมากเกินไป แถมอยู่ขวาสุด เวลามองนานๆนี่ปวดคอสุดๆ ยิ่งโดยเฉพาะฉากต่อสู้ที่มันเร็วๆ ด้วยความที่มองทีเดียวเก็บได้ไม่หมดทั้งจอ ก็ต้องมองซ้ายทีขวาที ทำให้ปวดตาเข้าไปอีก เพราะเหมือนกับต้องเพ่งตลอดเวลา) ไป งง เอาตอนที่ไอ้หุ่นเฒ่ามันเล่าเรื่องอ่ะ สติเริ่มเลือนรางแล้วตอนนั้น เลยจับใจความไม่ได้มาก
 
 
 
 
แต่...(อีก).... ก็ไม่เสียดายตังเลยนะที่แม้จะไปดูรอบแรกที่คนเยอะสุดๆ เพราะยังไงก็ตาม ก็ตั้งใจไว้เป็นปีแล้วว่าถ้ามีโอกาสจะไปดูรอบแรกของที่เมกาให้ได้ แต่แอบเคืองนิดหน่อยตรงที่เมืองไทยมันดันฉายตั้งแต่ห้าโมงเย็นวันที่ 23 นี่แหละ แถมเวลาเมืองไทยเร็วกว่าอีก เลยเหมือนดูช้ากว่าไปวันนึง
 
 
 
 
 
แม้จะมีข้อติดชมเกี่ยวกับตัวหนัง แต่ก็เป็นหนังที่อยากให้ไปดูในโรง เพราะด้วยภาพและเสียง.... มั่นใจครับว่ามันส์กว่ารอดูดีวีดีหรือโหลดบิทที่บ้านแน่นอน
 
 
คอนเฟิร์ม!!
June 14

lesson

 
 
การที่คนสองคนจะอยู่ด้วยกันต่อไปหรือไม่นั้น
 
 
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า คบกันมานานเท่าไร
 
 
แต่ขึ้นอยู่กับว่า
 
 
อยากจะใช้ชีวิตร่วมกันต่อจากนี้หรือไม่
 
June 04

stressful

 
สิ่งที่คิดไว้หลังจากเรียนจบก็คือ ทุกอย่างมันควรจะราบรื่น อย่างน้อยๆก็ไม่มีอะไรที่มันควรจะเครียดแล้ว
 
 
แต่ในความเป็นจริง มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น
 
 
ตอนนี้มีความรู้สึกสองอย่างอยู่ในหัว
 
 
 
 
 
อย่างแรกก็คือ อยากกลับบ้าน
 
 
อยากกลับไปเมืองไทย อยากกลับไปกินอาหารไทย อยากกลับไปเที่ยวที่เมืองไทย คิดถึง connection ที่เมืองไทย
 
 
จริงๆแล้วถ้าจะนับเหตุผลที่อยากกลับบ้านก็คงจะมีอยู่แค่สามอย่าง
ครอบครัว เพื่อน และคนๆนึงที่อยากเจอ
 
 
อย่างที่สองก็คือ ต้องหางานทำ
 
 
จริงๆมันก็คงไม่ได้มีปัญหาอะไร ถ้างานนั้นไม่ได้ระบุว่า ควรจะหางานที่เมกาทำต่ออีกสักปี แล้วค่อยกลับ
 
 
พ่อแม่พี่น้อง ญาติๆ (รวมทั้งตัวเองด้วย) เห็นตรงกันว่า ถ้าเก็บประสบการณ์การทำงานต่อได้ก่อนแล้วค่อยกลับ มันจะมีประโยชน์กับเราในภายภาคหน้าอย่างมหาศาล
 
 
 
 
 
 
ครับ.... จริง ไม่เถียง   เพราะมันก็เป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกที่มาเมกาแล้ว (เอาจริงๆก็ก่อนมาด้วยซ้ำ)
 
 
 
 
 
 
แต่ในความเป็นจริงหลังจากที่อยู่มาสามปี ความรู้สึกต่างๆมันบอกว่าเริ่มเอียนที่นี่แล้ว มันเริ่มเบื่อ มันคิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน คิดถึงครอบครัว คิดถึง.... อีกมากมาย
 
คิดถึงโฮสเก่าบุษรา...
ถ้าจะวัดกันที่ความรู้สึกจริงๆ มันก็อยากจะกลับหลังจากที่เที่ยวเมกาจนจุใจแล้ว
 
 
แต่....
 
 
ก็ไม่ได้อยากทำให้ที่บ้านผิดหวัง... เค้าอุส่าห์ส่งเสียเราเรียนมาถึงขนาดนี้แล้ว ทำต่อให้เค้าชื่นใจอีกสักปี มันจะไม่ได้เลยหรือ
 
 
 
 
 
 
แถมช่วงนี้ก็โดนที่บ้าน(เหมือนจะ)เร่งๆเรื่องตัดสินใจอนาคต ไม่อยากจะบอกว่าเครียดนะ กับการที่ต้องเลือกระหว่าง สิ่งที่เราอยากจะทำ กับ สิ่งที่เราควรจะทำให้คนอื่น
 
 
รู้ทั้งรู้นะว่า ยังไงเสีย มันก็คงไม่พ้นสิ่งทีเราคิดอยู่แล้วล่ะว่าต้องทำยังไง
 
แต่ก็นะ... บ่นไปก็เท่านั้นแหละ
 
เฮ้อ....
 
 
เครียดก็เป็นนะ
 
May 10

เขียนถึงคนอื่นมั่ง

 

 

ล่าสุดได้เจอเพื่อนใหม่คนนึงที่ร้าน

 

เพื่อน.. ที่สนิทกันอย่างรวดเร็ว... มากกกกกกกก

 

นับจริงๆก็คงแค่เดือนครึ่ง หรืออาจไม่ถึงด้วยซ้ำ

 

เรื่องมันเริ่มมาตั้งแต่เค้ามาถามการบ้านเรื่องภาษาอังกฤษ

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันก็เริ่มสนิทๆกันไปเรื่อยๆ เผอิญว่า เราดันสอนแล้วเค้าเข้าใจ

เค้าก็มาถามเรื่อยๆ ทั้งๆที่เจอกันแค่เวลางานเท่านั้น

 

 

 

แล้วทำไมต้องมาเขียนถึงเพื่อนคนนี้วะ?? ไม่เข้าใจเหมือนกัน

 

แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้เพื่อนคนนี้กลับเมืองไทยไปแล้ว

เสียดายเหมือนกัน ที่เพิ่งมาสนิทกันเมื่อตอนที่เค้าซื้อตั๋วกลับบ้านแล้ว.. ด้วยเหตุผลว่า ไม่ชอบที่นี่...

 

อายุ.. เยอะกว่าจิ๊ดเดียว

หน้าตา... ก็ไม่ได้สวยเริ่ดขนาดต้องเหลียวหลังมอง

สไตล์... ถ้ารู้จักกันจริงๆแล้วมองแว่บเดียวก็จะบอกได้เลยว่า.. ไม่ใช่

นิสัย... ปัญหามันอยู่ที่ไอ้นี่อ่ะแหละ

 

ทำไมต้องมาทำนิสัยแบบที่ชอบด้วยก็ไม่รู้ ห้าว... นิดหน่อย พูดจา.. ไม่ได้ไพเราะ คะขาจ๊ะจ๋าทุกคำ แต่กลับดูเป็นตัวของตัวเองมากๆ เก่งเป็นเรื่องๆ เข้มแข็ง ไม่แคร์อะไรนอกจากความรู้สึกของตัวเอง หัวเราะเก่ง... มาก แถมโก๊ะตลอดเวลา

 

มันได้ใจไอ้ตรงที่โก๊ะเนี่ยแหละ คนอะไรมันจะฮาได้ขนาดนี้

 

สบายใจเวลาที่อยู่ด้วยนะ อาจเป็นเพราะเค้าทำให้เราหัวเราะได้ล่ะมั้ง บางครั้งก็ดูเด็กตลอดเวลา แต่พอคุยไปเรื่อยๆก็แอบเป็นผู้ใหญ่ในเรื่องที่คาดไม่ถึง

 

 

 

สรุปว่าอะไรเนี่ย?? ชอบ?? อืม.... คงจะใช่แหละ ก็มันคุยแล้วสบายใจนิ แต่มันชอบแบบไหนล่ะ อันนี้ก็ยังไม่แน่ใจตัวเอง

เดือนครึ่งมันเทียบไม่ได้กะสิบปีอยู่แล้ว ถ้าคิดในแง่ชอบแบบไม่ใช่เพื่อนอ่ะนะ

หรือเพราะรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้วะ?? เลยไม่แน่ใจว่าคิดแบบไหน

ที่แน่ๆ... ก็ลงบันทึกเป็นเพื่อนอีกคนไปแล้ว

 

edit เอาไงดีอ่ะ ชอบไปแล้ว.. ก็รอละกัน

ปล. สอบเสร็จแล้ว.. จบแล้วว๊อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

April 09

ใกล้บ้าแล้ว

 
พอใกล้จบ ไอ้ที่อดทนมาได้ตลอดก็เหมือนจะมาแตกเอาช่วงนี้
 
 
เหลืออีกแค่สามอาทิตย์โดยประมาณ ก็จะสอบไฟนอล
 
 
แต่ช่วงนั้นมีพรีเซนท์ใหญ่สองอัน ซึ่งยังทำไม่เสร็จทั้งคู่
 
 
ไม่รู้ทำไม แต่ช่วงนี้มันไม่มีสมาธิเอาซะเลย
 
 
 
อยากให้มันผ่านพ้นไปจริงๆ
 
 
นับวันรอทุกวัน เมื่อไรจะจบ เมื่อไรจะจบ เมื่อไรจะจบ
 
 
 
โว้ย!!!!
 
 
 
ใจก็คิดถึงเรื่องกลับบ้านล่ะ
 
 
เรื่องเที่ยวก็เหมือนกัน อยากไปเที่ยวแล้ว
 
 
 
เฮ้อ...
 
 
เครียด.. ใกล้บ้า...
 
 
 
 
หรือบ้าไปแล้ววะ??